วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Pen Mouse นวัตกรรมใหม่ของเม้าส์ กับปากกาเม้าส์ไร้สาย





    ปากกาเม้าส์ มาพร้อมเทคโนโลยีการติดตามด้วยความละเอียด 1200 dpi และสามารถสลับระหว่าง 400และ 800 dpi คุณยังสามารถเอียงเม้าส์ได้ถึง 85 องศา ตอบโจทย์การใช้งานบนพื้นผิวที่ไม่เรียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานกับเทคโนโลยีความถี่ 2.4GHz ซึ่งให้ความแม่นยำสูงตลอดการใช้งานและให้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการทำงานคุณ



แถมยังมีโหมด sleep สำหรับช่วยประหยัดพลังงานแบบอัตโนมัติ โดยการตรวจจับการทำงานของปากกาเมาส์อัจฉริยะ เพียงแค่กดปุ่มใดๆบนปากกาเม้าส์ ก็จะสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ  อีกทั้งยังสามารถใช้งานFlying scroll  เพื่อการเปิดดูไฟล์งานและหน้าเว็บเพ็จได้อย่างสะดวกและง่ายดาย



    พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่จะช่วยให้การใช้งานของคุณเป็นเรื่องสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วย plug-and-forget Pico receiver ตัวรับสัญญาณขนาดจิ๋ว พกพาสะดวก เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งบนแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของคุณ  และหากคุณเป็นคนที่ต้องมีการเดินทางเป็นประจำ ก็มีกล่องเก็บอย่างดีสำหรับป้องกันปากกาเม้าส์จากความเสียหายอีกด้วย

 แหล่งที่มา : http://www.exp.co.th/mmo/content_detail.php?id=986

สุดยอดแห่งการประหยัดและพกพา นวัตกรรมเครื่องพิมพ์ไร้ตลับหมึก เครื่องเล็กที่สุดในโลก


นวัตกรรมสำหรับทางออกของปัญหาการพิมพ์แบบพกพา ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กไร้ตลับหมึก ลดการสิ้นเปลืองทั้งเงินและสิ่งแวดล้อม

การทำงานและเอกสารเป็นของของคู่กัน ยิ่งหากต้องทำงานนอกสถานที่และจำต้องพกคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งเครื่องพิมพ์ด้วยนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก หากแต่เครื่องพิมพ์จาก “PlanOn” เครื่องนี้ อาจเป็นทางออกของปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้

“PlanOn’s Printstik PS905ME” เครื่องพิมพ์รุ่นนี้มาพร้อมกับคุณลักษณะแบบพกพาที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา  พร้อมทั้งมีแบตเตอรี่เพื่อการชาร์จพลังงาน ที่สำคัญคือใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ด้วยความร้อนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตลับหมึกให้สิ้นเปลือง

โดยน้ำหนักของตัวเครื่องอยู่ที่ 1.5 ปอนด์ วัดขนาดได้ 2x2x11 นิ้ว เหมาะสำหรับพกพาไว้ในกระเป๋าแล็ปท็อปได้ พร้อมด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนที่จะผลิตงานพิมพ์แบบขาวดำ และตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับกระดาษ 1 ม้วนหรือ 20 หน้า สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอีกด้วย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://planon.com

ที่มา http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงโดย Copyright© www.energysavingmedia.com



แหล่งที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=6390

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรียนการสอน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรียนการสอน


การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ได้มีการนำมาใช้ในหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านธุรกิจอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การทำงาน การศึกษาหาความรู้ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันดีขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ก็นำเทคโนโลยีสารสนเทศและ ระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในการติดต่อประสานงานกับทางราชการ และในธุรกิจเอกชนทางด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยว ก็ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และบริการลูกค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันเหตุการณ์

ประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษา      
เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย ห้องเรียนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ การสืบค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ประยุกต์ใช้ในงานทะเบียนของสถานศึกษา  
 - งานรับมอบตัว ทำหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานที่นักศึกษานำมารายงานตัว จากนั้นก็จัดเก็บประวัติภูมิหลังนักศึกษา เช่น ภูมิลำเนา บิดามารดา ประวัติการศึกษา ทุนการศึกษา ไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลประวัตินักศึกษา
   - งานทะเบียนเรียนรายวิชา ทำหน้าที่จัดรายวิชาที่ต้องเรียนให้กั บนักศึกษา ในแต่ละภาคเรียนทุกชั้นปี ตามแผนการเรียนของแต่ละแผนก แล้วจัดเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลผลการเรียน
   - งานประมวลผลการเรียน ทำหน้าที่นำผลการเรียนจากอาจารย์ผู้สอนมาประมวลในแต่ละภาคเรียน จากนั้นก็จัดเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียน และแจ้งผลการเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ
  - งานตรวจสอบผู้จบการศึกษา ทำหน้าที่ตรวจสอบรายวิชา และผลการเรียน ที่นักศึกษาเรียนตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งจบหลักสูตร จากแฟ้มเอกสาร ข้อมูลผลการเรียน ว่าผ่านเกณฑ์การจบหรือไม่
  - งานส่งนักศึกษาฝึกงาน ทำหน้าที่หาข้อมูลจากสถานที่ฝึกงาน ในแต่ละแห่งว่าสามารถรองรับจำนวน นักศึกษาที่จะฝึกงานในรายวิชาต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนเท่าใด จากนั้นก็จัดนักศึกษา ออกฝึกงานตามรายวิชา ให้สอดคล้องกับจำนวนที่สถานประกอบการต้องการ
ประยุกต์ใช้ในห้างสรรพสินค้าและสาขาย่อย
         เนื่องจากห้างสรรพสินค้า เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีอยู่หลายสาขาที่จัดจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ มีซัพพลายเออร์กว่าพันราย และมีพนักงานอยู่หลายพันคน ดังนั้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และการตัดสินใจต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นการที่ต้องใช้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องอ่านบาร์โค้ดจึงมีความจำเป็นฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นฝ่ายสนับสนุน สิ่งสำคัญที่สุดคือ  เราต้องให้ความมั่นใจได้ว่า ระบบจะต้องทำงานได้ไม่มีปัญหาขัดข้อง ปัจจุบันระบบการเชื่อมต่อห้างสรรพสินค้าจะเป็นแบบสอง ลักษณะคือในต่างจังหวัดจะใช้การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม ในกรุงเทพจะใช้การเชื่อมต่อแบบออนไลน์ ซึ่งจะมีการรับส่งข้อมูลกันทุกวัน ในส่วนของไอที นอกจากจะต้องทำให้ระบบ สามารถทำงานได้ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องมั่นใจด้วยว่าข้อมูลที่รับส่งกันนั้นมีความถูกต้อง ซึ่งในแต่ละวันมีข้อมูลมาก ที่จะต้องผ่านการประมวลผลให้แก่ผู้บริหารเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลยอดขายข้อมูลสต็อกและข้อมูลต่างๆ ที่ ผู้บริหารต้องการ

ประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขและการแพทย์
         เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการนำมาใช้ในการพัฒนา ด้านสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง และทำให้งานด้าน สาธารณสุขเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับระบบการบริหารงาน และนำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในงานต่างๆ ดังนี้ 
   - ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มทำบัตร จ่ายยา เก็บเงิน
   - การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถสร้างเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ป่วย
   - สามารถให้คำปรึกษาทางไกล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชำนาญ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นหน้า หรือท่าทางของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ได้
   - เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยในการ ให้ความรู้แก่ประชาชนของแพทย์ หรือหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ได้ผลขึ้น โดยสามารถใช้สื่อต่างๆ เช่นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวมีเสียงและอื่นๆ เป็นต้น

ประยุกต์ใช้ในงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มนักวิทยาสตร์ วิศวกรที่ต้องการศึกษาพฤติกรรมบางอย่างของสิ่งมีชีวต รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่นศึกษาการกระจายถิ่นที่อยู่ของนก การกระจายของแบคทีเรีย การสร้างอาณาจักรของมด ผึ้ง ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าต่าง ๆ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนระบบนิเวศวิทยา ความสนใจในการจำลองความเป็นอยู่ของ สิ่งมีชีวิตได้มีมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ครั้ง จอห์น พอยเมน ผู้เป็นนักคณิตศาสตร์ เสนอแนวคิดการทำให้เครื่องจักรทำงานโดยอัตโนมัติภายใต้โปรแกรม ซึ่งเป็นรากฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ จนถึงปัจจุบันเกมแห่งชีวิตจึงเกิดขึ้น

ประยุกต์ใช้ในงานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม
         เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทันสมัยและตอบรับกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็มิไดมีไว้เพียงสำหรับคุยสนทนาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันสามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลและการเปิดให้บริการของบริษัท มีติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ ออกมามากมาย พัฒนาทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เช่นเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้วางแผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน 2.6 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงการซ่อมบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการในปัจจุบัน

ประยุกต์ใช้ในงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์
        การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการออกแบบ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบ ( CAD : Computer Aided Design) ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบสินค้า และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมกระบวนการผลิต ( CAM : Computer Aided Menufacturing ) เช่นควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ทำงาน

ประยุกต์ใช้ในสำนักงานภาครัฐและเอกชน
         ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ มากมาย เช่น การทำบัตรประจำตัวประชาชน การเกิด การตาย การเสียภาษีอากร การทำใบอนุญาตขับรถยนต์ การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ การประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง ฯลฯ เป็นต้น งานเหล่านี้ได้มีการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้ เพื่อทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว และยังตอบสนองกับการบริหารยุคใหม่ที่ต้องใช้ข้อมูลเป็นหลักในการบริหารจัดการ

แหลงที่มา : http://khunnoojan11.blogspot.com/p/10.html

Smart tech : แบตเตอรี่โค้งงอ

Smart tech : แบตเตอรี่โค้งงอ

ในที่สุดวิวัฒนาการใหม่ๆ ของ แบตเตอรี่ ก็มาถึงซึ่งใครจะคิดว่า แบตเตอรี่ เป็นก้อนๆ ที่เราเคยใช้กันนั้นจะกลายเป็นอดีตไปอย่างรวดเร็วทันทีเมื่อมีการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง “แบตเตอรี่แบบใหม่” ที่มีความบางอย่างมาก และที่พิเศษไปกว่านั้นคือแบตเตอรี่นี้สามารถรองรับแรงกดจากการหักงอได้ โดยที่ยังให้พลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่ทำการค้นพบครั้งนี้คือ ศาสตราจารย์ Keon Jae Lee และทีมงาน แห่งสถาบัน Korea Advance Institute of Science and Technology นั่นเอง



Smart tech : แบตเตอรี่โค้งงอ
แม้ว่าแบตเตอรี่แบบใหม่นี้จะยังไม่สามารถใช้งานได้จริง แต่อย่างน้อยๆก็ได้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ยังก้าวไกลไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะสำหรับใครๆ ที่เคยฝันถึงมือถือที่รองรับแรงกดจากการหักงอได้ความฝันนี้ก็คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะ
แหล่งที่มา : http://teen.mthai.com/lifesgood/hitech/1995.html

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร

   คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร
      
           การเรียนการสอนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบของการเรียนการสอนให้ทันกับยุดเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตของคนในสังคม เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งที่สำคัญในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกับการเรียนการสอน ได้ถูกนำมาเป็นสื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อต่าง ๆ เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Courseware) สำหรับช่วยเสนอในรายวิชาต่าง ๆ เพราะมีความเหมาะสมในการแสดงผลในรูปของ ข้อความ กราฟฟิก แสง สี เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการทำปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียน มีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ช่วยในการสร้างบทเรียน (Authoring System) ที่สามารถนำมาช่วยพัฒนาบทเรียนให้ได้ตามที่ต้องการ

การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน
ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวนและการถามตอบไว้พร้อมให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง และเป็นรายบุคคล โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเป็นสื่อในการเรียนการสอน
CAI : Computer Assisted Instruction หรือ Computer Aided Instruction
คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนทุกแนวคิดมุ่งที่จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในฐานะสื่อระบบการเรียนการสอนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของระบบการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงสุด โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เจมส์ เอส สกินเนอร์ (Jame S. skinner) นักจิตวิทยาการศึกษาได้กล่าวว่าระบบการเรียนการสอนที่ดีจะต้องสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ 5 ประการ คือ
     1. ระบบการเรียนการสอนที่ดีจะต้องแบ่งเนื้อหาวิชาเป็นตอน ๆ มีความยาวเหมาะสมกับวุฒิภาวะทางการรับรู้ของผู้เรียน (gradual approximation ) โดยคำนึงถึงหลักการทางพฤติกรรมศาสตร์ ( behavioral science ) ตามทฤษฎีที่ว่า "ถ้าเราแบ่งเนื้อหาวิชาที่จะถ่ายทอดให้ผู้เรียนเป็นตอน ๆ ทีละน้อยเหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน ผู้เรียนจะสามารถรับความรู้ได้ดีกว่าการให้ความรู้แก่ผู้เรียนครั้งละมาก ๆ " ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนสามารถเก็บและเรียกข้อมูลเนื้อหาวิชาทีละตอนได้สะดวกและรวดเร็วมาก
    2. จัดประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง ( active partici-pation) หมายถึง การที่ใช้คอมพิวเตอร์กำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ตอบสนองอย่างชัดเจน
    3. จัดประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบผลการเรียนรู้และกิจกรรมที่ปฏิบัติ ทันทีที่ปฏิบัติสำเร็จ (immediatly feed back) หมายถึง การเฉลยคำตอบหรือปฏิบัติกิจกรรมนั้นสำเร็จโดยฉับพลัน ซึ่งข้อนี้เป็นจุดเด่นของระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าสื่ออื่น ๆ
    4. จัดประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ (successive experience) คือ การดำเนินการจัดการชักนำเข้าสู่กิจกรรมที่ถูกต้อง (Leading of prompt)
    5. จัดประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการเสริมแรงที่ดี (Positive reinforcement) เช่นการให้รางวัลเป็นข้อความชมเชย หรือรางวัลเป็นรูปอื่น ๆ เมื่อผู้เรียนประสบความสำเร็จในแต่ละชั้นแต่ถ้าผู้เรียนเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติ ก็ไม่ติเตียนแต่ต้องเป็นการให้กำลังใจเพื่อที่ผู้เรียนจะพยายามกระทำกิจกรรมต่อไปให้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมอยากเรียนรู้สูงกว่าการเรียนปกติ และไม่เลิกเรียนกลางคัน การเสริมแรงมีอิทธิพลต่อการเรียนของผู้เรียนสูงมาก

 ข้อดีของระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน
  1. ทำให้ผู้เรียนเรียนได้ในอัตราความเร็วของตนเอง เนื่องจากคอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นสื่อการเรียนการสอนของการเรียนเป็นรายบุคคลที่ดีสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนตามความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะเรียนตามอัตราความเร็วของแต่ละคน โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องรอหรือเร่งการตอบสนอง( respond ) และไม่ต้องรอข้อมูลย้อนกลับ (feed back) จากครู เพราะคอมพิวเตอร์สามารถให้ข้อมูลกลับแก่ผู้เรียนทุกคนในเวลาเดียวกันโดยใช้ระบบการเจียดเวลา (Time Sharing)
  2. ผู้เรียนจะเรียนที่ไหนเมื่อใดก็ได้ ด้วยความก้าวหน้าของระบบการสื่อสารทำให้ผู้เรียนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อถ่ายทอดความรู้กับผู้อื่น หรือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากโปรแกรมที่กำหนดไว้ได้ทุกเวลาที่ต้องการจะเรียนในทุก ๆ แห่ง
  3. ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากสื่อประสม (Multi media) จากระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากระบบไมโครคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนในปัจจุบันได้รับการพัฒนาจนสามารถที่จะแสดงภาพลายเส้นที่เคลื่อนไหวและการเสนอบทเรียนเป็นภาษาไทย การต่อวงจรระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมสื่ออื่นให้เสนอบทเรียนในเวลาที่เหมาะสมกับการตอบสนองของผู้เรียน จะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนการสอนดีขึ้นมาก
  4. ผู้เรียนสามารถทราบผลการเรียนของตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมรวดเร็วกว่าสื่ออื่น ๆ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่น คือการเก็บข้อมูลซ่อนคำตอบของกิจกรรมไว้ในหน่วยความจำหรือแผ่นดิสก์ได้ครั้งละมาก ๆ เมื่อผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมแต่ละกิจกรรมแล้วระบบคอมพิวเตอร์สามารถบอกคำตอบหรือผลเฉลี่ยของกิจกรรมที่ถูกต้องได้ทันที

ข้อจำกัดของระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน
     1.ขาดบทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเกี่ยวกับการสอนวิชาต่าง ๆ แต่วิชาเหล่านี้ไม่ได้จัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตรของประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงจำเป็นต้องมีการนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงให้เหมาะสมกับหลักสูตรของประเทศไทย และเป็นภาษาไทยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    2. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระบบการเรียนการสอน แต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านสังคมเศรษฐกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ผู้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์อย่างดีขาดความรู้ด้านการจัดระบบการศึกษา และฝึกอบรมบุคลากรในสาขาวิชาชีพอื่น ๆ และผู้ที่มีความรู้ในด้านการจัดระบบการศึกษา

ตัวอย่างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)


แหล่งที่มา : https://www.l3nr.org/posts/309956

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นวัตกรรมคืออะไร

นวัตกรรมคืออะไร
ความหมาย องค์ประกอบและขั้นตอนของนวัตกรรม
คำว่านวัตกรรมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า “Innovation” โดยมีรูปศัพท์เดิมมาจากภาษาบาลี คือ นว +อตต+กรรม  ทั้งนี้ คำว่า นว แปลว่า ใหม่ อัตต แปลว่า ตัวเอง และกรรมแปลว่าการกระทำ เมื่อรวมเป็นคำว่านวัตกรรม ตามรากศัพท์หมายถึง การกระทำที่ใหม่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของ       สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (2549) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า นวัตกรรมคือ      “ สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”
          ดังนั้นน่าจะสรุปได้ว่า นวัตตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ที่กระทำซึ่งเกิดจากการใช้ความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์  สิ่งใหม่ในที่นี้อาจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการ  ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนา
 องค์ประกอบของนวัตกรรม   ประกอบด้วย
1.ความใหม่ ใหม่ในที่นี้คือ สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน  เคยทำมาแล้วในอดึตแต่นำมารื้อฟื้นใหม่ หรือเป็นสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจากของเก่าที่มีอยู่เดิม
2.ใช้ความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา   นวัตกรรมต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างและพัฒนา ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบ หรือการทำซ้ำ
3.มีประโยชน์ สามารถนำไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้ ถ้าในทางธุรกิจต้องมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม
4.นวัตกรรมมีโอกาสในการพัฒนาต่อได้
ชั้นตอนของนวัตกรรม  
1.การคิดค้น (Invention)  เป็นการยกร่างนวัตกรรมประกอบด้วยการศึกษาเอกสารทฤษฎีที่เกี่ยวกับนวัตกรรม การกำหนดโครงสร้างรูปแบบของนวัตกรรม
2.การพัฒนา ( Development)  เป็นขั้นตอนการลงมือสร้างนวัตกรรมตามที่ยกร่างไว้ การตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและการปรับปรุงแก้ไข
3.ขั้นนำไปใช้จริง(Implement) เป็นขั้นที่มีความแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติเดิมมา ในขั้นตอนนี้รวมถึงขั้นการทดลองใช้นวัตกรรม และการประเมินผลการใช้นวัตกรรม
4.ขั้นเผยแพร่ ( Promotion) เป็นขั้นของการเผยแพร่ การนำเสนอ หรือการจำหน่าย

แหล่งที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/492060

เครื่องสแกนหนังสืออัจฉริยะฝีมือไทย สร้างนวัตกรรมใหม่ในตลาดโลก

เรื่อง : อาศิรา พนาราม
ในยุคสมัยใหม่ สื่อต่างๆ ล้วนถูกเก็บไว้ในรูปแบบดิจิตอล โดย “หนังสือ” อาจเป็นสื่อสุดท้ายที่กำลังทยอยแปลงกลายเป็น “ดิจิตอลไฟล์” แม้จะยังเป็นตลาดที่ค่อนข้าง Niche ณ ปัจจุบัน แต่หากมองแนวโน้มความต้องการในการเก็บรักษาหนังสือ และการอ่าน eBook ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ตลาด Niche ของการ “สแกนหนังสือ” ที่มีผู้ผลิตเครื่องสแกนเพียง 10 บริษัททั่วโลก จึงไม่ใช่ตลาดที่กระจอกเลยสำหรับผู้เล่นจำนวนหยิบมือเท่านี้ ที่น่าสนใจคือ สินค้าเทคโนโลยีที่เรากำลังพูดถึงกันนี้ มีบริษัทของคนไทยเป็น 1 ใน 10 ของผู้ประกอบการที่ได้การยอมรับในระดับโลกด้วย เราจะชวนคุณไปทำความรู้จักกับบริษัท เอทิซ อินโนเวชั่น จำกัด และผู้บริหารหัวก้าวหน้าผู้เป็นคนต้นคิดและรวมกลุ่มวิศวกรไทยให้มาสร้างสรรค์ “Bookdrive” เครื่องสแกนหนังสือฝีมือคนไทย 100 %
ปัญหาจุดประกายให้เกิดผลิตภัณฑ์
ย้อนไปราว 6 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ดร.สารสิน บุพพานนท์ CEO ของบริษัท เอทิซ อินโนเวชั่น จำกัด กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา (ด้าน Public Policy และ International Trade) เขาต้องลำบากลำบนกับการถ่ายเอกสารและสแกนหนังสือจำนวนมากด้วยตัวเอง (เพราะค่าแรงที่นั่นสูงจนจ้างคนอื่นทำไม่ไหว) นั่นจุดประกายให้ดร.สารสินคิดว่า มันน่าจะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสแกนหนังสือได้แบบอัตโนมัติ
พอ ดร.สารสิน ได้ไอเดียของสินค้านี้ เขาก็ไม่รีรอที่จะรวบรวมทีมและจัดตั้งบริษัท ในขณะนั้นมีทั้งเพื่อนชาวอเมริกันและวิศวกรไทยที่กระโดดลงเรือลำเดียวกับเขา ทั้งทีมใช้เวลาทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์กันอยู่ 1 ปี จน Bookdrive รุ่นแรกพร้อมคลอดออกสู่ตลาด ผลปรากฏว่า เมื่อนำสินค้าตัวแรกนี้ไปออกแสดงในงานต่างๆ (ทั้งในสหรัฐอเมริกาและไทย) มันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีสื่อหลายสำนักมาทำข่าว จนชื่อของเอทิซเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการ Bookdrive ใช้ทีมวิศวกรหลากหลายสาขาตั้งแต่ด้านซอฟแวร์ ด้านหุ่นยนต์ ด้านกลไก และด้านไฟฟ้า สำหรับดร.สารสิน แม้ไม่ได้เรียนมาทางวิศวกรรมโดยตรง แต่ก็มีความสนใจในด้านอุปกรณ์ไฮเทคมานาน ทั้งยังเป็น “ผู้ใช้” ที่เคยประสบปัญหาโดยตรง เขาจึงมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบตลอด
สร้างสรรค์ต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด 
จากโปรดักท์รุ่นแรก เอทิซไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า การทำงานของเครื่องรุ่นแรกมาถึงรุ่นปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เครื่องรุ่นแรกเป็นเครื่องที่ใส่หนังสือเข้าไปแล้วพลิกหน้ากระดาษให้เองโดยอัตโนมัติ แต่กลไกนี้ยังมีปัญหาด้านความซับซ้อนและราคาแพง เมื่อทางบริษัทได้รับฟีดแบคกลับจากลูกค้า จึงนำมาปรับปรุงโปรดักท์รุ่นต่อๆ ไปให้ใช้งานง่ายขึ้น โดยได้เปลี่ยนกลไกการพลิกหน้ากระดาษจากที่เคยพลิกเองอัตโนมัติ ให้มาเป็นการพลิกด้วยมือคน
เมื่อความซับซ้อนของเทคโนโลยีลดลง ราคาสินค้าจึงถูกลงมาก จากหลักล้านลงมาที่หลักแสน กลายเป็นข้อได้เปรียบที่เอทิซสามารถแข่งขันได้ในเชิงการตลาด (คู่แข่งในต่างประเทศส่วนมากใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าเกินความต้องการและราคาแพง)
ส่วนการพลิกหน้าหนังสือด้วยมือ ดร.สารสินมิได้มองว่าเป็นข้อด้อย เพราะเครื่องที่พลิกหน้ากระดาษอัตโนมัติจริงๆ ก็ต้องใช้คนดูแลตลอดเพื่อควบคุมคุณภาพของงาน แถมบางทีหนังสือที่สแกนเป็นหนังสือเก่าแก่อายุร่วมร้อยปี ยิ่งต้องอาศัยการดูแลใกล้ชิดอย่างมาก ฉะนั้น ในเมื่อต้องใช้คนดูแลอยู่แล้ว เขาจึงหันมาใช้ระบบ “แมนนวล” ให้คนพลิกหน้าหนังสือเองเสียเลย
เส้นทางสู่ชัยชนะ – ไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ต้อง “ใช่” ที่สุด 
ล่าสุด เอทิซได้คิดค้นจุดแข็งใหม่ให้กับ Bookdrive รุ่นปัจจุบัน ด้วยการใช้ฐานวางหนังสือรูปตัววี (V) แทนการวางหนังสือแบบเปิดราบ 180 องศา ซึ่งเป็นวิธีของเครื่องสแกนแบบ Overhead ที่ทำให้หน้าหนังสือโค้ง และเข้าไม่ถึงจุดที่เป็นส่วนเข้าเล่ม โดยเฉพาะหนังสือที่หนามากๆ Bookdrive แก้ปัญหานี้ด้วยการประยุกต์ฐานวางหนังสือรูปตัววี (V) เข้าคู่กับการใช้กล้องดิจิตอล 2 ตัว เพื่อจับภาพหน้าหนังสือซ้ายและขวา พร้อมปรับหน้าหนังสือให้เรียบด้วยฉากกระจกรูปตัววีอีกชิ้นที่เข้ามาประกบ กลไกนี้ทำให้ไฟล์ที่สแกนได้มีความเรียบคมและไม่เกิดเงาตรงส่วนเข้าเล่ม นับเป็น “จุดต่าง” ที่ปฏิวัติวงการเครื่องสแกนหนังสือเลยทีเดียว (ดูรายละเอียดการใช้งานได้ในเว็บ atiz.com) สินค้าตัวนี้ทำให้เอทิซก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเครื่องสแกนอย่างเต็มภาคภูมิ
การตลาดของเครื่องสแกนอัจฉริยะ
กลุ่มเป้าหมายหลักของเอทิซคือ ห้องสมุด มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่อนุรักษ์หรือเก็บข้อมูลต่างๆ และบริษัทที่ให้บริการด้านการจัดการเอกสาร เอทิซเข้าถึงลูกค้าและทำการตลาดเองด้วยการเข้าร่วมงานแสดงทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง เช่น World Library Congress การประชุมระดับนานาชาติของบรรณารักษ์หรือผู้อำนวยการห้องสมุด ที่รวมตัวกันจัดขึ้นทุกๆ ปี โดยเวียนไปตามเมืองและประเทศต่างๆ นอกจากนั้นเอทิซยังมีบริษัทสาขาอยู่ที่อเมริกา และมีตัวแทนจำหน่ายในอีก 20 ประเทศทั่วโลก โดยในแต่ละประเทศก็จะเน้นการทำตลาดผ่านเทรดโชว์ การจัดการประชุม และนำสินค้าไปเสนอเข้าโครงการของมหาวิทยาลัยโดยตรง)
ฟังเสียงผู้ใช้ คือ หัวใจของการพัฒนา
ปัจจุบัน การวิจัยและพัฒนาทำขึ้นในประเทศไทยโดยวิศวกรไทยล้วนๆ แต่การทำตลาดเอทิซมีบริษัทที่อเมริกาเป็นหัวหอก ไม่ใช่แค่เพราะอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ แต่เพราะเอทิซมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าใหญ่ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ผู้ทำหน้าที่สแกนเพื่ออนุรักษ์สมบัติและเอกสารต่างๆ หน่วยงานนี้เป็นผู้ใช้งานด้านการสแกนที่จัดว่าก้าวหน้าที่สุดในโลก มีเครื่องสแกนเทคโนโลยีขั้นสูงมากมาย พวกเขาต้องการผลักดันให้ผู้ผลิตสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด จึงเชิญเอทิซมาดูงานและให้คำแนะนำต่างๆ อยู่เสมอ จนเมื่อ เอทิซพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นสำเร็จ ก็จะส่งไปให้หน่วยงานนี้ได้ทดลองใช้ ซึ่งหากได้รับฟีดแบคที่ดีกลับมาก็เป็นการรับรองว่า สินค้าตัวนั้นน่าจะใช้งานได้ดีกับลูกค้าอื่นเช่นกัน


โอกาสในการเติบโต

ดร.สารสินให้ความเห็นว่า “แนวโน้มการเติบโตของตลาดนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยังมีโอกาสไปต่อได้อีกมาก หนังสือทุกเล่มในโลกวันหนึ่งก็ต้องกลายมาเป็นดิจิตอลไฟล์อยู่แล้ว มันก็เหมือนกับสื่ออื่นๆ เช่น เพลง วีดีโอ ที่ตอนนี้ก็เป็นดิจิตอลกันหมด เอทิซเราทำสแกนเนอร์มาตั้งแต่ 5 – 6 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ eBook ยังไม่แพร่หลาย iPad ยังไม่ออก แต่เรามองว่าหนังสือเป็นสื่ออันสุดท้ายในรูปอนาล็อกที่จะตายช้าที่สุด แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปมาเป็น eBook แน่นอน อย่างที่เห็นตอนนี้ก็มี eBook Reader ออกมาขายแล้วเยอะแยะ มีคนต้องการบริโภคหนังสือในรูปของ eBook มากขึ้นเรื่อยๆ”
“ท้ายที่สุดวันหนึ่งหนังสือที่ยังไม่ได้เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน หนังสือในโลกนี้ยังมีอีกมหาศาล เพราะฉะนั้นตลาดเรามันเปิดกว้างอีกมาก ก็ค่อยๆ โตไปไม่ได้รีบอะไร กว่าหนังสือจะหมดโลกคงอีกนาน ผมว่าในระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้คงเป็นช่วงที่ eBook เติบโตเต็มที่ ในขณะที่หนังสือเล่มก็ยังมีที่ทางของมันอยู่ แต่แน่นอนว่าจาก 1% ของคนอ่าน eBook มันจะโตไปถึง 85% แน่”

แนะนำผู้ประกอบการไทยที่สนใจผลิตสินค้าเทคโนโลยี 
1. เรื่องเทคโนโลยีหรือซอฟท์แวร์นั้นคนไทยเก่งไม่แพ้ใคร แต่ตลาดเมืองไทยสำหรับสินค้าประเภทนี้ถือว่า เล็ก ไม่เหมือนสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ฉะนั้น หากคิดผลิตขึ้นมาจริงก็จำเป็นต้องมุ่งขายในตลาดโลก โดยวางแนวทางตั้งแต่แรกเลยว่า born global ไม่ใช่ go inter แล้วตลาดในประเทศก็จะตามมาเอง 
2. การออกแบบมีความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งการออกแบบไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา แต่คือ “ออกแบบทั้งหมด” โดยเฉพาะการใช้งานที่เหมาะสมด้วย 
3. สินค้าเทคโนโลยีที่เน้น R&D และริเริ่มพัฒนาขึ้นเอง (ไม่ได้ลอกเลียนแบบ) เป็นงานยากและมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการผลิตรุ่นแรกๆ จะเป็นแบบ “ทำมา 100 ทิ้ง 99 ใช้ได้ 1” ซึ่งเราก็ต้องกล้าที่จะทิ้งถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ และต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้ตัวจริงเสมอ



แหล่งที่่มา : http://www.tcdc.or.th/src/15148

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

E-learning

E-learning คืออะไร
          คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
          ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology)ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
          คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้



ประโยชน์ของ e-Learning
  • ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน
              การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่
     
  • เข้าถึงได้ง่าย
              ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่ายใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนำให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียนการสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่ำลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย
     
  • ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย
              เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะสามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทำได้ทันเวลาด้วยความรวดเร็ว
     
  • ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง
              ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดยจำเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทำงาน รวมทั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจำก็ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม
     
แหล่งที่มา : http://www.netthailand.com/home/articles.php?art_id=12&

WedQuest

             Web Quest เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากในต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยเรานั้นยังนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนค่อนข้างน้อย จะมีบ้างก็ในสถาบันอุดมศึกษา ท่านศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.webquest.org 
Web Quest คืออะไร ?
         สำหรับ Web Quest  เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงหาความรู้ โดยใช้ ICT เป็นฐานการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ บนเครือข่ายอินเทรอืเน็ต ทั้งนี้ผู้เรียนจะต้องวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่ได้จากการเรียนด้วยตนเอง การใช้ web quest ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการแก้ปัญหา เป็นวิธีการเรียนที่เน้นความสำคัญที่ผู้เรียน
องค์ประกอบ Web Quest :
        การจะสร้างแหล่งการเรียนรู้ด้วย Web Quest ได้นั้นผู้สอนควรทราบถึงองค์ประกอบหลักในการจัดสภาพแวดล้อมของผู้เรียน โดยต้องคำนึงถึง การออกแบบ การวางแผนการสอน และการพัฒนาบทเรียน(Web Quest) ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้
1. ชื่อเรื่อง
2. เลือกการออกแบบ
3. เครื่องมือในการพัฒนา
4. การสร้างเครื่องมือการประเมิน
5. การพัฒนากระบวนการ
6. การทดสอบ / เผยแพร่
7. การประเมินผล
        สำหรับผู้สอนที่ต้องการพัฒนาเนื้อหาบทเรียนผ่าน Web Quest ท่านสามารถใช้เครื่องมือ (Authoring Tool) เพื่อทดลองสร้าง ผมขอแนะนำเว็บไซต์ http://www.teach-nology.com/web_tools/web_quest/  เว็บไซต์นี้มีขั้นตอนการสร้าง Web Quest เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ เท่านั้น คือ
1) STEP #1: HEADING AND TITLE : ป้อนชื่อเรื่อง / ชื่อผู้สอน / หัวข้อของ Web Quest
2) STEP #2 : PICTURE : เลือกรูปภาพ
3) STEP #3: CONTENT OF WEB QUEST : ป้อนเนื้อหาให้ครบทั้ง 6 ขั้นตอนย่อย
หลังจากป้อนข้อมูลครบ 3 ขั้นตอนข้างบนแล้ว ก็คลิกที่ปุ่ม GENERATE-WEB QUEST เท่านี้ท่าน(ผู้สอน) ก็จักได้ Web Quest อย่างง่ายตามต้องการ
แหล่งที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/135279

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 
             เป็นการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เน้น "ผู้เรียน " เป็นสำคัญ โดยครูจะช่วยแนะนำ ออกแบบกิจกรรมและอำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งเรียกการเรียนรู้แบบนี้ว่า " การเรียนรู้แบบพลิกกลับ " โดยใช้ทักษะตามหลัก 3R และ 7C  
3R  ได้แก่
  • Reading (อ่านออก),
  • (W)Riting (เขียนได้) 
  • (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
  • Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
  • Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
  • Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
  • Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
  • Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
  • Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
  • Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)